หัวอกคนแบงก์ ช็อค..ไทยพาณิชย์ ลดคน.. ปิดสาขาฮวบ

Loading...



เกิดอะไรขึ้น..??? เอสซีบี ถึงจำใจต้องยุบสาขา ลดพนักงาน



อาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวว่า แบงก์มีนโยบายลดสาขาลงใน 3 ปี ตั้งเป้าลดสาขาเหลือ 400 สาขา จากปัจจุบันมี 1,153 สาขา โดยธนาคารจะลดสาขาลงตามพฤติกรรมของลูกค้า ที่ใช้บริการที่สาขาน้อยลง เนื่องจากปริมาณธุรกรรม โดยจะปรับเปลี่ยน และโยกย้ายพนักงานที่ทำงานในสาขาที่ปิดมาอยู่ศูนย์อมรม(SCB Academy) และใน 3 ปีลดพนักงานเหลือ 15,000 คน จากปัจจุบัน 27,000 คน เพราะในแต่ละปีจะมีพนักงานลาออกเฉลี่ยปีละ 2-3 พันคน ซึ่งเป็นการลาออกตามวาระเกษียณและลาออกเอง โดยธนาคารไม่มีนโยบายปลดพนักงานออก



“ขณะนี้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป หันมาใช้การทำธุรกรรมผ่านมือถือกันมากขึ้น ใช้บริการในสาขาน้อยลง แบงก์จึงต้องลดสาขาลง เพื่อปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ ส่วนพนักงานในสาขา แบงก์โยกคนไปทำงานประเภทอื่น ไม่ได้ให้ออกจะเปลี่ยนทักษะของพนักงาน และก็ยังรับคนเพิ่มอยู่ เน้นคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งวันนี้การที่ผมออกมาพูดอาจจะส่งผลให้หุ้นขึ้น 30% แต่ผมก็ไม่ได้ดีใจ หรือหากหุ้นลง 20% ผมก็ต้องอดทน แล รับผล ซึ่งปีนี้ถ้าผมทำแผนไม่ได้ตามเป้าหมาย ก็ยินดีที่จะลาออกด้วยตัวเอง อีกอย่างเรื่องพอร์ตสินเชื่อ SCB ที่เป็นอันดับ 1 ในระบบ ผมไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องขนาดของพอร์ต แต่จะหันมาเน้นเรื่องการแข่งขัน และปรับตัวให้เข้ากับภาพอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลง และทำให้จุดต่ำสุด มีผลกระทบน้อยที่สุดหรือดีขึ้น” อาทิตย์ กล่าว
สาเหตุที่แบงก์ต้องมีการปรับตัวช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะธนาคารนำเงินลงทุนด้านไอที 4 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการทยอยลงทุน 5 ปี(เริ่มตั้งแต่ปี59-ปี63) ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา 4 พันล้านบาท โดยในปีนี้เป็นต้นไปถึงปี 63 ก็จะกระทบมากขึ้น ซึ่งหากธนาคารไม่ปรับตัวในตอนนี้ และยังทำธุรกิจในแบบเดิมจะส่งผลเสียต่อธนาคารได้ในอนาคต



นอกจากนั้นผู้บริหารแบงก์ยอมรับว่า ผลการดำเนินงานตั้งแต่ปีนี้ไป แบงก์ยังได้รับผลกระทบ เพราะนำเงินมาลงทุนด้านไอที แต่เป็นสิ่งที่จำป็นที่ต้องทำ ถ้าไม่ทำตอนนี้ จะอยู่ลำบาก อยู่ยาก ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้งบไปแล้วมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยสิ่งที่่ต้องทำต่อจากนี้ คือ การลดต้นทุน ทำองค์กรให้เพียว พูดง่ายๆ คือ การที่จะตีลังกานั้น ต้องคนผอม คนอ้วนจะลำบาก
ปัจจุบันรายได้หลักยังมาจากดอกเบี้ยที่ 70% และรายได้ค่าธรรมเนียม 30% ซึ่งต่อจากนี้ ธนาคารจะหาสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง และการแข่งขันยังน้อยอยู่ อย่างสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล เครดิตการ์ด เอสเอ็มอีขนาดเล็ก ในขณะที่สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อรายใหญ่ มีการแข่งขันที่สูง และมีการแข่งขันทางด้านราคาที่สูงส่งผลให้รายได้ที่ธนาคารเคยได้รับลดลงจากที่ผ่านมา

ส่วนกรณีของบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE ที่เป็นลูกหนี้รายใหญ่ของแบงก์ และกำลังอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา อาทิตย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน PACE ยังไม่ถูกจัดชั้นเป็น NPL ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ของ PACE ไม่ขอเปิดเผย
กิตติยา โตธนะเกษม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กล่าวว่า ปีนี้ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อรวมเติบโต 6-8% โดยเน้นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันที่จะเติบโต 6-8% ในขณะที่สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อรายใหญ่ จะเติบโต 4-6% ซึ่งปีที่ผ่านมาสินเชื่อรวมเติบโตได้ 4.9% ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในกรอบ 4-6%
ด้านมุมมองของโบรกเกอร์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ยังมองเป็นบวกกับหุ้น SCB ให้ราคาเป้าหมาย ไม่เปลี่ยนแปลงที่ 153 บาท แม้ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี60 อ่อนตัว ต่ำกว่าคู่แข่ง และใช้เงินสำรองหนี้สูญและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูง ยังเป็นแรงกดดันผลประกอบการปีนี้ต่อไป


cr:tnews

ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ

Loading...
Powered by Blogger.