(Boxnews) พ่อเปิดใจ “น้องเพิร์ล” วัย 6 ขวบ ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวขั้นรุนแรง แม้ป่วยหนัก..แต่ใจน้องยังสู้มาก

Loading...



เป็นที่พูดถึงกันมากในขณะนี้ถึงเรื่องราวของ “น้องเพิร์ล” ดญ.วัย 6 ขวบที่ใจสู้มากๆ เพราะป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวขั้นรุนแรง ต้องรักษาตัวมานานกว่า 4 ปีที่โรงพยาบาลศิริราช ล่าสุดต้องปลูกถ่ายไขกระดูก โดยได้ไขกระดูกจากผู้บริจาคชาวไต้หวัน แต่หลังปลูกถ่ายแล้วเกิดปัญหาเซลส์เกิดการต่อต้าน ประกอบกับเกิดอาการแพ้ยาตัวหนึ่งรุนแรงมาก ทำให้อาการของ”น้องเพิร์ล”ทรุดหนัก ผิวหนังเหมือนกับคนถูกไฟคลอกถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ต้องเข้ารับการรักษาด้วยเครื่องมือพิเศษ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากๆ

ดยคุณณัฐพล แก้วบริสุทธิ์ คุณพ่อของ”น้องเพิร์ล” ได้เล่าถึงเรื่องราวผ่านทางเพจ Kid-dee ว่า “ผมกับยู้มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง คุณพ่อคุณแม่ของผมเป็นข้าราชการในจังหวัดสงขลา ส่วนยู้คุณพ่อคุณแม่ค้าขายอยู่ย่านเยาวราช ผมกับยู้เรียนจบที่เดียวกัน หลังจากเรียนจบก็ทำงานเก็บเงินและเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ด้วยเงินที่บ้านส่วนหนึ่งและเงินเก็บจากการทำงานส่วนหนึ่ง หลังจากได้ทำงานอย่างถูกกฎหมายที่โน่น เรารู้สึกว่าเราเริ่มมีความมั่นคงและอายุพร้อมที่จะมีสมาชิกอีกคนเพื่อให้ครอบครัวสมบูรณ์ขึ้น และน้องเพิร์ล ชื่อจริงคือ เด็กหญิง ณภัทร เพิร์ล แก้วบริสุทธิ์ ได้คลอดเมื่อวันที่ 09/08/2009 เป็นวันนึงที่พวกเรามีความสุขมากๆ แม้วันนั้นยู้จะเสียเลือดไปมากต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่เมื่อเจอหน้ากันทุกคน มันเป็นความสุขที่ได้เจอกับใครอีกคนที่พวกเรารอคอยจะเจอ

เพิร์ลเป็นเด็กน่ารัก อารมณ์ดี มีการพัฒนาการณ์ที่ดีมากๆ เราลดเวลาทำงานของตัวเองสลับกันเลี้ยงเพิร์ล ฝึกจัดเวลาให้เขาเป็นระบบ และพยายามอธิบายอะไรๆให้เขาฟังตั้งแต่เล็กๆ ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า พวกเราเลี้ยงเขากันเอง ความจำกัดของเวลาทำให้เพิร์ลต้องทำอะไรเป็นเวลา ซึ่งวันหนึ่งมันมีประโยชน์กับเขาจริงๆในวันที่เขาเริ่มป่วย ขอเล่าย้อนกลับไปอีกนิดครับ คือ หลังจากเพิร์ลขวบกว่าๆ เราวางแผนจะมีน้องให้เพิร์ลอีกสักคน และจะเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย เนื่องจากพ่อแม่ของทั้งผมและยู้ต่างก็มีอายุมากกันแล้ว เราไม่ต้องการกลับมาเจอท่านตอนที่ท่านคุยกับเราไม่ไหวหรืออาจไม่ได้คุยกันตลอดไป (คุณพ่อของยู้เสียตอนที่เราอยู่อังกฤษ ยู้บินกลับมาไม่ทันวันที่ท่านจากไป)

เราเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทยตอนน้องพราวด์อายุครรภ์ได้ 3 เดือน พวกเรากลับมาอยู่กับคุณแม่ของยู้ 1 เดือน และได้เดินทางไปอยู่ที่บ้านของพ่อแม่ผมที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา น้องพราด์คลอดเดือนเดียวกับเพิร์ลในวันที่ 30/08/2012 หากคิดย้อนกลับไปวันที่พราวด์คลอดเพิร์ลเริ่มมีไข้ต่ำๆ และโครงหน้าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เราคิดเพียงว่าเพิร์ลเป็นไข้ธรรมดา หลังจากนั้นประมาณเดือนเศษ เพิร์ลเริ่มมีไข้สูง ตังซีดเหลืองและมีต่อมน้ำเหลืองโต เราพาเพิร์ลไปโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในตัวอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งห่างจากบ้านที่เราอยู่ประมาณ 180 กิโลเมตร คุณหมอให้ยาลดไข้และเก็บปัสสาวะไปตรวจ โดยที่ผมได้แจ้งคุณหมอไปแล้วว่าเพิร์ลตัวซีดและมีต่อมน้ำเหลืองโต ตอนนั้นเราไม่รู้จักเลยกับคำว่าโรคเลือด


เพิร์ลกลับบ้านได้สามวันมีผื่นขึ้นตามตัวและมีไข้สูง 39 องศากว่าตลอดไม่ลด เราจึงเดินทางไปโรงพยาบาลอีกครั้ง วันนั้นผม ยู้ น้องเพิร์ล น้องพราวด์ไปด้วยกันหมด เนื่องจากไม่มีใครพอที่จะช่วยดูแลพราวด์ (คุณย่าไปช่วยดูแลพี่สาวผมที่เพิ่งคลอดหลานที่ขอนแก่น) และส่วนหนึ่งคือความคิดของผมกับยู้คือหากพวกเราสามารถทำอะไรได้เองก่อนก็จะทำ ไม่คิดอยากจะรบกวนคนอื่นแม้แต่คนในครอบครัว

วันที่เราไปโรงพยาบาลครั้งนั้นโชคดีของเพิร์ลที่ได้พบกับคุณหมออีกท่านหนึ่ง คุณหมอขอตรวจ CBC และให้เพิร์ล admit ขณะที่ผมลงไปเอาของที่รถ และยู้ให้นมน้องพราวด์อยู่เพิร์ลไข้ขึ้นสูงจนชัก คุณหมอดูผลเลือดและเห็นว่ามีความผิดปกติ แต่ไม่ได้แจ้งรายละเอียดให้พวกเราทราบ เพียงแต่บอกเราว่าต้องส่งตัวเพิร์ลไแที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.) หลังจากได้ให้ยาฆ่าเชื้อคุณหมอขอเจาะไขกระดูกไปตรวจ และแจ้งว่าเพิร์ลเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ALL(Acute Lymphoblastic Leukemia) ตรงนี้ผมไม่ขอลงไปลึกถึงชนิดและระดับขั้นต่างๆของตัวโรคนะครับ วันนั้นอาจารย์หมอมาแจ้งด้วยตัวเองท่านบอกว่าเมื่อเป็นแล้วมีโอกาสหายขาดจากโรคได้ในเด็กประมาณ 70-85%

ความรู้สึกครั้งแรกที่ได้ทราบคือมันคืออะไรมันเป็นเรื่องจริงเหรอที่เพิร์ลเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว มันคืออะไร ในคืนแรกเพียงงีบหลับ และอยากตื่นขึ้นมาเพียงพบว่าสิ่งที่เราเพิ่งรู้ว่าเพิร์ลเป็นอะไรเป็นแค่เพียงความฝัน แต่มันไม่ใช่มันคือความจริงที่เราต้องทำใจยอมรับกับความจริงนั้นและสู้กับมัน โดยให้เพิร์ลเข้าสู่กระบวนการรักษาให้เร็วที่สุด เพิร์ล ผม ยู้ และพราวด์ อยู่ด้วยกันในห้องคนไข้ห้องนั้น โดยไม่ได้คิดหารือเตรียมตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพิร์ลมาก่อน ผมแจ้งคุณย่าของเพิร์ลขณะนั้นท่านอยู่ขอนแก่นรบกวนให้เดินทางกลับมาช่วยดูแลพราวด์ เพราะเวลาให้คีโมพราวด์ไม่สามารถอยู่ด้วยได้ ตอนนั้นทุกอย่างดูสับสนไปหมด เพราะมันไม่เพียงแค่เรื่องเพิร์ลอย่างเดียว พราวด์ซึ่งอายุประมาณเดือนครึ่งเราก็เป็นห่วงมากเช่นกัน

สิ่งที่คิดไว้ว่าจะกลับมาทำโน่นทำนี่ล้มไปโดยไม่รู้ตัว เราเริ่มหาอ่านเรื่องโรคที่เพิร์ลเป็น และตัดสินใจเลือกรักษาในห้องพิเศษ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของเพิร์ลเนื่องจากขณะให้ยาคีโม ภูมิคุ้มกันต่างๆในร่างกายจะต่ำมาก ซึ่งการติดเชื้อจะนำไปสู่การเสียชีวิตมากกว่าตัวโรคเองในขณะทำการรักษา เราคิดเพียงว่าลดความเสี่ยงแม้เพียง 1-2% ก็ถือว่าเป็นการเพิ่มโอกาส แต่นั้นก็ต้องแลกมากับการไม่ขอใช้สิทธิการรักษาใดๆจากภาครัฐ และต้องจ่ายค่ารักษา ค่าห้อง ค่ายาต่างๆเอง รวมถึงค่ายาฆ่าเชื้อต่างๆซึ่งแพงมากๆสำหรับเรา
ทางคุณหมอที่สงขลานครินทร์แจ้งว่าระยะเวลาการรักษาด้วยเคมีบำบัดใช้เวลา 2 ปีครึ่งในเด็กผู้หญิง เพิร์ลผ่านการให้ยาระยะแรก และพบการติดเชื้อราที่ปอด ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งราคาสูงและเม็ดใหญ่ ตอนนั้นยาทุกอย่างที่เป็นยาเม็ดคุณพยาบาลจะนำมาละลายกับน้ำแดง จนเพิร์ลในวัยเกือบสามขวบบอกว่าเพิร์ลขอกินเป็นเม็ดเลยได้ไหม และบอกว่าเหม็นกลิ่นน้ำแดงมาจนวันนี้ หลังจากเพิร์ลรับยาเคมีบำบัดระยะแรก เพิร์ลได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ระยะนึง



แต่เพิร์ลไม่สามารถกลับไปบ้าน (บ้านคุณปู่,คุณย่า) ได้เนื่องจากเป็นบ้านเก่าและชื้น หนังสือเก่าเยอะ สัตว์เลี้ยง แมว หมา ความชื้นจากพื้นที่ภาคใต้เองและต้นไม้ที่เยอะ ผมและยู้กลัวเพิร์ลจะติดเชื้อราอีกครั้ง จึงไปขออาศัยบ้านเพื่อนที่ใกล้ๆอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านใหม่และของใช้ในบ้านยังมีจำนวนน้อยชิ้น (ลดความเสี่ยงเรื่องเฟอร์นิเจอร์ขึ้นรา) รวมถึงไม่ไกลจากโรงพยาบาลที่เพิร์ลทำการรักษาคือประมาณ30กิโลเมตร เราได้พบว่าในความโชคร้ายเรายังโชคดีที่เพิร์ลพยายามเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง ระมัดระวังตัว พยายามทำตามขั้นตอนการรักษาการทานยา ถึงแม้ว่ามีงอแงบ้างตามวัยของเขาก็ยังนับว่าเราโชคดีมากอยู่ ซึ่งตรงนี้อาจจะมาจากที่กล่าวไว้ข้างต้นเรื่องการสอนเขามาตั้งแต่เล็กๆ

หลังจากเพิร์ลทำการรักษาไปประมาณปีครึ่งเหลือเพียงทานยา ไปรับยาเคมีบำบัดแบบไปกลับ จึงตัดสินใจนำเงินเก็บพร้อมกับความช่วยเหลือจากทางบ้านซื้อบ้านที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลที่เพิร์ลรักษาเพื่อความสะดวกกับตัวเพิร์ล พราวด์ย้ายมาอยู่ด้วยกัน ประมาณ 1 เดือนหลังจากที่พราวด์ย้ายมาอยู่ด้วยกัน คุณพ่อของผมก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ชีวิตของพวกเราพลิกอีกครั้งที่ โดยไม่รวมเรื่องความรู้สึกของการสูญเสีย คุณพ่อของผมคอยช่วยเหลือครอบครัวของเราในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆอยู่เสมอจากเงินบำนาญของท่าน ซึ่งท่านก็พอทราบว่าเรามีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาเพิร์ลอยู่พอสมควร

ตอนนั้นคิดว่าหากท่านได้อยู่ต่ออีกเพียงแค่เพิร์ลรับยาจนครบอีกปีนึง คงจะดีมาก เพราะท่านเป็นห่วงเพิร์ลมากๆ และครอบครัวทุกคนจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง หลังจากคุณปู่เสียชีวิตไปหนึ่งปีโดยประมาณเพิร์ลก็รับยาเคมีจนครบ เพิร์ลออกไปข้างนอกได้เยอะขึ้น จากเมื่อก่อนเราจะหลีกเลี่ยงการพาเพิร์ลไปที่ๆคนเยอะๆหรือหากไปก็จะไปช่วงที่คนน้อยๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อต่างๆ เพิร์ลไม่เคยได้กินอาหารนอกบ้านในช่วงตลอดเวลาที่ทำการรักษา ก็เริ่มได้ออกไปทานข้าวในร้านที่เรามั่นใจในความสะอาด เพิร์ลหยุดยาได้ 3 เดือน เราพาเค้าไปข้างนอกโดยไม่สวมใส่หน้ากาก เรารับรู้ได้ว่าเค้ารู้สึกมีความสุขและรู้สึกเหมือนคนทั่วๆที่ไม่ต้องใส่หน้ากากป้องกันเวลาไปไหนมาไหน

พวกเราพาเพิร์ลและพราวด์ไปสมัครเรียน เพิร์ลลองชุดนักเรียนอย่างมีความสุขมากๆ แต่ก่อนที่โรงเรียนจะเปิดอีกสองอาทิตย์ วันนั้นผมจำได้ดีเพิร์ลออกมาเดินเล่นรอบบ้าน และก็เริ่มออกวิ่ง เพิร์ลวิ่งรอบบ้านๆไปประมาณ 7-8 รอบ เหมือนเขาพยายามออกกำลังกาย ผมมาเข้าใจหลังจากนั้นอีกประมาณห้าวันเมื่อพบว่าเพิร์ลดูซีดมาก และมีอาการต่อมน้ำเหลืองที่คอโตขึ้นอีกครั้ง ผลเลือดออกมาว่ามีการกลับมาใหม่ของโรค ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเพิร์ลเลยที่มันกลับมาเร็วกว่าหกเดือน-หนึ่งปี เพิร์ลๆเริ่มรู้ว่ามันมีอะไรผิดปกติในร่างกายแต่เขารู้เพียงแต่ว่าการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและร่างกายที่แข็งแรงต่อสู้กับกับเชื้อโรคได้เพิร์ลถึงเริ่มวิ่งๆๆจนหน้าที่ซีดนิดๆในวันนั้นแดงขึ้นมา ” (รอติดตามตอนต่อไปนะคะ)



นอกจากนี้เพจ Kid-dee ได้โพสตว่า ขอขอบพระคุณทุกความช่วยเหลือที่หลั่งไหลเข้ามาช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลของน้องเพิร์ลนะคะ ตอนนี้น้องกำลังเข้าสู่กระบวนการรักษาแบบใหม่โดยมีความหวังที่จะทำให้น้องได้กลับบ้านได้เร็วขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงลิบเกินกว่าที่ครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งจะรับไหว ค่าใช่จ่ายในการรักษาต่อครั้งอยู่ที่ประมาณ 90,000 บาท และต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 6 ครั้ง เงินบริจาคช่วยเหลือจากผู้ใจบุญทุกท่าน จะช่วยให้เด็กน้อยคนนี้ได้กลับไปใช้ชีวิตตามที่เด็กคนนึงควรจะได้เติบโตในบ้าน ในโรงเรียน กับครอบครัวที่รักของเค้า ไม่ใช่บนเตียงในโรงพยาบาล (วันนี้ครบรอบ 1 ปี ที่น้องเพิร์ลเข้ารับการรักษาที่ รพ. ศิริราช)






ที่มา:headshot.tnews.co.th

ข่าวอื่นๆที่น่าสนใจ

Loading...
Powered by Blogger.